4 ทริคเด็ดที่ผู้หญิงคิดว่าเด็ดในการหว่านเสนห์ แต่จริงๆ แล้ว…?

4 ทริคเด็ดที่ผู้หญิงคิดว่าเด็ดในการหว่านเสนห์ แต่จริงๆ แล้ว…?

[caption id="attachment_25" align="aligncenter" width="640"] 4 ทริคเด็ดที่ผู้หญิงคิดว่าเด็ดในการหว่านเสนห์ แต่จริงๆ แล้ว…?[/caption] การหว่านเสน่ห์ เป็นเรื่องที่ผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะทำเมื่อกำลังออกเดทกับคนรัก หรือเมื่อเจอหนุ่มที่ใช่ แต่บางครั้งเทคนิคการหว่านเสน่ห์ที่คุณกำลังใช้อยู่นั้น มันอาจไม่เวิร์คเอาเสียเลย แถมอาจทำให้หนุ่มๆ รู้สึกขยาดตั้งแต่แรกเจออีกด้วย ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากการเข้าใจผิดเกี่ยวกับการหว่านเสน่ห์ของสาวๆ นั่นเอง เพราะฉะนั้นเรามาเริ่มทำความเข้าใจเสียใหม่กับ 4 ทริคเหล่านี้กันดีกว่า แค่ความสวยก็เอายู่ ผู้หญิงส่วนใหญ่คิดว่าแค่มีความสวยสะดุดตา ก็สามารถเอาชนะใจของหนุ่มๆ ที่หมายปองได้แล้ว แต่ทริคนี้ไม่ได้ใช้ได้เสมอไปหรอก เพราะผู้ชายดีๆ เขาไม่ได้มองแค่หน้าตารูปร่างภายนอกเท่านั้น แต่จะต้องวัดกันที่จิตใจ มองให้ลึกไปถึงจิตใจที่แท้จริงเลยทีเดียว ดังนั้นหากคุณคิดจะหว่านเสน่ห์ด้วยความสวยเพียงอย่างเดียวล่ะก็ หยุดซะเถอะ เพราะคุณอาจได้ผู้ชายที่คิดแต่เรื่องหื่นๆ แทนก็ได้ พยายามหัวเราะทุกมุขตลกของเขา ในวันออกเดทแรก  เขาพยายามทำให้คุณหัวเราะด้วยมุขตลกที่แม้ว่าจะแป๊กบ้างก็ตามที และคุณเองก็เรียนรู้มาว่าควรจะหัวเราะตามทุกมุขตลกของเขา เพื่อหว่านเสน่ห์ให้เขาตกหลุมรักคุณมากขึ้น แต่ความจริงแล้วการที่คุณหัวเราะตามทุกมุขนั้นมันไม่ได้ทำให้คุณดูดีขึ้นเลย อีกทั้งยังอาจดูเหมือนคุณเสแสร้งหัวเราะออกมาให้กับมุขตลกที่แป๊กมากๆ อีกด้วย เพราะฉะนั้นควรหัวเราะอย่างพอเหมาะดีกว่า ทำให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุด แล้วคุณจะได้ใจเขาไปเต็มๆ จิบแอลกอฮอล์นิดๆ เพิ่มความเร้าใจ การจิบแอลกอฮอล์นิดๆ จะทำให้ผู้หญิงดูมีเสน่ห์มากขึ้น และยังเป็นการเพิ่มความเร้าใจ การกล้าแสดงออกอีกด้วย แต่ทั้งนี้ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ก็อาจทำให้ขาดสติได้แม้จะดื่มเพียงน้อยนิดก็ตาม ดังนั้นการหว่านเสน่ห์ด้วยวิธีนี้จึงไม่เหมาะอย่างยิ่ง เพราะคุณอาจทำอะไรผิดพลาดต่อหน้าคนที่คุณรักได้ หรือคุณอาจถูกล่อลวงในเดทครั้งแรกอีกด้วย แสดงความสนใจเขาอย่างชัดเจน คุณอาจเข้าใจว่าการแสดงความสนใจในตัวเขาอย่างชัดเจน จะทำให้เขารู้สึกสนใจคุณมากขึ้นเช่นกัน แต่ความจริงแล้วคุณไม่ควรแสดงความสนใจในตัวเขามากไป เพราะนอกจากจะทำให้คุณดูเป็นผู้หญิงง่ายๆ แล้ว

Read more

6 สมุนไพรบรรเทาอาการปวดฟันอย่างได้ผล

6 สมุนไพรบรรเทาอาการปวดฟันอย่างได้ผล

อาการปวดฟันเป็นอาการที่พบได้บ่อยแทบจะในทุกคนก็ว่าได้ เป็นอาการที่สร้างความรำคาญใจให้ผู้ที่เป็นอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว อาการปวดฟันนั้นสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายๆ สาเหตุ แต่สาเหตุหลักของการการปวดฟันเลยก็คือ จะเกิดจากการกระทำของเชื้อแบคทีเรีย เช่น แบคทีเรียจากคราบพลัค น้ำตาลในอาหาร หรือผิวหน้าฟันบอบบางเกินไป บางคนไม่รู้จะรักษายังไง ก็ทนความเจ็บปวดจนหายไปเองหรือบางคนก็สรรหาวิธีต่างๆ มารักษาเพื่อให้อาการปวดฟันนั้นหายไป แต่สำหรับใครที่ยังไม่รู้วิธีรักษา ขอแนะนำวิธีทำให้หายปวดฟันแบบง่ายๆ ด้วย 6 สมุนไพรธรรมชาติ ซึ่งเป็นวิธีง่ายๆ สามารถทำได้ด้วยตัวเองดังนี้ [caption id="attachment_20" align="aligncenter" width="602"] 6 สมุนไพรบรรเทาอาการปวดฟันอย่างได้ผล[/caption] 1.น้ำมันกานพลู น้ำมันกานพลูสามารถนำมาใช้เพื่อแก้ปวดฟันได้ด้วยการนำสำสีชุบน้ำมันกานพลู แล้วนำไปอุดฟันที่เป็นรูที่กำลังปวดอยู่ฤทธิ์ของน้ำมันกานพลูจะออกฤทธิ์เป็นยาแก้ปวดฟันได้เป็นอย่างดี 2.ว่านหางจระเข้ ว่านหางจระเข้เป็นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณมากมาย ทั้งนั้นว่านหางจระเข้ยังมีสรรพคุณในการทำลายเชื้อโรคได้ด้วย และยังสลายพิษของเชื้อโรคได้ มีวิธีการนำมาใช้รักษาอาการปวดฟันง่ายๆ คือ หั่นว่านหางจระเข้เป็นชิ้นให้ยาว 2-3 เซนติเมตร จากนั้นก็นำมาเหน็บไว้ที่ซอกฟันที่ปวดหรืออาจจะใช้ไม้พันสำลีจุ่มในน้ำวุ้นว่านหางจระเข้ แล้วนำไปป้ายตรงที่ปวดก็จะสามารถช่วยบรรเทาอาการฟันได้เช่นกัน 3.กุยช่าย การนำกุยช่ายมารักษาอาการปวดฟันก็ได้ผลดีเช่นกัน แค่เรานำเอาเมล็ดกุยช่ายมาคั่วให้เกรียมเสร็จแล้วก็นำมาบดให้ละเอียด นำไปละลายในน้ำมันยางแล้วชุบสำลีนำไปอุดในโพรงฟันที่เป็นรูทิ้งไว้เป็นเวลา 1 คืน จะช่วยบรรเทาอาการปวดฟันได้ 4.น้ำมันละหุ่ง น้ำมันละหุ่งเป็นอีกสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการรักษาอาการปวดฟันได้เป็นอย่างดีเช่นกัน แค่ทาน้ำมันละหุ่งที่บริเวณแก้มข้างที่เราปวดฟัน แล้วใช้พลาสเตอร์ยาปิดไว้จากนั้นก็ใช้ผ้าขนหนูอุ่นๆ มาประคบไว้อาการปวดก็จะทุเลาลง แต่เราจะต้องนอนพักผ่อนอย่างน้อย 20 นาทีอาการปวดก็จะหาย 5.ผักบุ้งนา ผักที่เรานำมาใช่ในประกอบอาหารยังมีสรรพคุณช่วยลดอาการปวดฟันได้ด้วย ไม่ยากเลยแค่นำรากผักบุ้งนาประมาณ 10 กรัม

Read more

รู้จักไวรัสซิก้า ไวรัสตัวร้ายที่มียุงลายเป็นพาหะ

รู้จักไวรัสซิก้า ไวรัสตัวร้ายที่มียุงลายเป็นพาหะ

เมื่อพูดถึงโรคที่มียุงเป็นพาหะ เชื่อว่ามีหลายคนที่จะนึกถึงโรคไข้เลือดออก เพราะโรคดังกล่าวถือเป็นโรคที่เกิดยุงลายเป็นตัวพาหะนำโรคนั่นเอง แต่คุณทราบกันหรือไม่ว่า ในปัจจุบันนี้มีโรคหลากหลายชนิดที่เกิดการระบาดในหลายประเทศ ซึ่งก็มียุงเป็นพาหะนำโรคเช่นเดียวกัน หนึ่งในนั้นก็ไม่พ้นจากโรคที่เกิดจากไวรัสซิก้า ส่วนไวรัสชนิดนี้จะมีความสำคัญหรือน่ากลัวขนาดไหน ต้องตามไปอ่านเนื้อหาที่เรานำมาฝากกันในวันนี้พร้อมๆ กันเลยดีกว่าค่ะ [caption id="attachment_17" align="aligncenter" width="602"] รู้จักไวรัสซิก้า ไวรัสตัวร้ายที่มียุงลายเป็นพาหะ[/caption] ไวรัสซิก้าคืออะไร ไวรัสซิก้าคือไวรัสที่มีรหัสพันธุกรรมเป็นอาร์เอ็นเอสายเดี่ยว ซึ่งอยู่ในตระกูลฟลาวรไวรัสเช่นเดียวกับไวรัสเดงกี่ ที่ก่อให้เกิดโรคไข้เลือดออกที่เราทราบกันดีนั่นเอง ไวรัสซิก้าจะมียุง Aedes aegypti เป็นพาหะนำโรค ซึ่งก็จัดอยู่ในประเภทยุงลายบ้านที่อยู่ในประเทศเขตร้อน แถมยังเป็นยุงที่คอยเป็นพาหะของไวรัสเดงกี่อีกด้วย การค้นพบไวรัสซิก้า ไวรัสซิก้าถูกค้นพบครั้งแรกจากน้ำเหลืองของลิงวอก ซึ่งถูกนำมายังป่าซิกาส ประเทศยูกันดา เพื่อนำมาศึกษาไข้เหลืองในปีพุทธศักราช 2490 และถูกค้นพบในคนเมื่อปีพุทธศักราช 2511 ในประเทศไนจีเรีย ทั้งนี้เชื้อไวรัสิก้ายังมีการค้นพบเรื่อยมาในประเทศแถบทวีปแอฟริกา ทวีปอเมริกา ทวีปเอเชียใต้ และหมู่เกาะในแถบมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก การติดต่อของไวรัสซิก้า ไวรัสซิก้าเป็นเชื้อไวรัสที่มียุงลายเป็นพาหะ กาติดต่อจึงมาจากการถูกยุงที่มีเชื้อไวรัสชนิดดังกล่าวกัดนั่นเอง นอกจากนี้มันอาจจะเกิดการติดต่อได้ทางเลือด หรือมีการแพร่จากคุณแม่ที่ป่วยสู่ทารกในครรภ์ โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีการยืนยันว่า มีการพบผู้ติดเชื้อไวรัสซิก้าจากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อที่เดินทางกลับจากประเทศที่ไวรัสชนิดนี้กำลังมีการระบาด และนั่นก็แสดงให้เห็นว่าโรคชนิดน้ามารถติดต่อกันได้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ กลุ่มเสี่ยงที่อาจเป็นโรคไวรัสซิก้า สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่อาจเป็นโรคไวรัสซิก้านั้นคือ กลุ่มสตรีตั้งครรภ์ เป็นกลุ่มเสี่ยงที่อยู่ในลำดับต้นๆ เลยทีเดียว ซึ่งหากติดเชื้อแล้วก็อาจทำให้ทารกในครรภ์ ได้รับอันตรายไปด้วย นั่นก็คือ เด็กจะมีศีรษะที่มีขนาดเล็กกว่าปกติ ดังนั้นจึงมีคำเตือนสำหรับหญิงตั้งครรภไม่ควรเดินทางไปในประเทศที่มีการระบาดไวรัสชนิดนี้ อาการของโรคไวรัสซิก้า สำหรับอาการของโรคไวรัสซิก้านั้นจะแสดงอาการออกมาให้เห็นหลังจากที่ได้รับเชื้อ ซึ่งอาการจะคล้ายคลึงกับอาการของโรคไข้เลือดออก

Read more

อาหารที่คุณไม่ควรทานขณะลดน้ำหนัก!!

อาหารที่คุณไม่ควรทานขณะลดน้ำหนัก!!

[caption id="attachment_13" align="aligncenter" width="612"] อาหารที่คุณไม่ควรทานขณะลดน้ำหนัก!![/caption] เมื่อเราต้องการลดน้ำหนัก สิ่งแรกที่จะนึกถึงก็คือ การรับระทานอาหาร หรือการควบคุมอาหารนั่นเอง เนื่องจากต้องรับประทานให้เหมาะสมกับที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน เพื่อให้สอดคล้องกับกิจกรรมที่ทำ แต่อาหารบางอย่างที่เราคิดว่าเหมาะสำหรับทานเพื่อลดน้ำหนัก กลับมีโคเลสเตอรอลสูง เราจึงขอแนะนำประเภทอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อท่านกำลังลดน้ำหนัก อาหารประเภทแรกที่ควรหลีกเลี่ยงเลย คือ อาหารที่มีรสหวาน เนื่องจากอาหารที่รสหวานนั้น เป็นอันรู้กันว่าเมื่อทานของหวานเข้าไปก็ยิ่งทำให้เราลดน้ำหนักได้ยากมากขึ้น และอาจจะสะสมเป็นไขมันต่อไปได้ ถ้าดื่มนม ควรดื่มนมสด หรือเป็นนมพร่องมันเนย จะมีไขมันน้อยกว่าและมีประโยชน์มากกว่านมที่ผ่านการปรุงแต่งกลิ่นหรือรสชาติ ซึ่งผสมน้ำตาลเช่นเดียวกัน หากเลือกรับประทานโยเกิร์ตก็ควรเลือกทานแบบไขมันต่ำหรือไขมัน 0% จะดีที่สุด งดของทอด หากต้องการควบคุมน้ำหนัก หรือลดน้ำหนักก็มีความจำเป็นต้องงดรับประทานของทอด ของมัน เพราะอาหารเหล่านี้จะเต็มไปด้วยน้ำมัน เมื่อรับประทานก็ทำให้ปริมาณแคลลอรี่เพิ่มขึ้นอีก ยิ่งรับประทานก็ยิ่งติดใจ หยุดไม่ได้! ก็ยิ่งเป็นอุปสรรคต่อการลดน้ำหนัก เปลี่ยนของทอดมาเป็น ต้มหรือนึ่งดีกว่า เมื่อต้องการลดน้ำหนักหรือควบคุมอาหารแล้ว สิ่งที่จำเป็นเลยก็คือ รักษาระเบียบวินัยของตนเอง เพื่อให้การลดน้ำหนักนั้นมีประสิทธิภาพที่เพิ่มมากขึ้น หากใครต้องการลดน้ำหนัก ลองเอาเคล็ดลับเหล่านี้ไปใช้กันนะคะ แต่อย่าลืมออกกำลังกายควบคู่ด้วยนะ รับรองว่าหุ่นสวยแถมยังปลอดภัยอีกต่างหาก

Read more

3 ฮอร์โมน…ที่พาให้อารมณ์ติดลบ

3 ฮอร์โมน…ที่พาให้อารมณ์ติดลบ

[caption id="attachment_9" align="aligncenter" width="371"] 3 ฮอร์โมน…ที่พาให้อารมณ์ติดลบ[/caption] ฮอร์โมนเอสโทรเจน เป็นฮอร์โมนสำคัญของเพศหญิง เมื่ออายุมากขึ้นร่างกายจะผลิต เอสโทรเจน น้อยลง ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและอารมณ์ หรือที่เราทั่วไปรู้จักกันว่า “ผู้หญิงวัยทอง” จะทำให้อารมณ์ร่าเริงละหดหู่ในช่วงที่มีประจำเดือน หากในช่วงที่มีรอบเดือน 28 วัน จะมีอารมณ์ร่าเริงเพียง 14 วันแรก แต่จะหดหู่ลงใน 14 วันหลัง และรู้สึกอยากอาหารมากกว่าปกติ จะทำให้ระบบย่อยอาหารแปรปรวน อาจเพราะ ระดับฮอร์โมนเอสโทรเจนที่สูงมากเกินไป แต่หากรู้สึกหดหู่ จนไม่อยากพบปะผู้คน ร่วมกับประจำเดือนที่มาแบบกระปิดกระปอย น้อยกว่า 3 วัน แสดงว่าระดับฮอร์โมนเอสโทรเจนอยู่ต่ำเกินไป ถ้ามีอาการดังกล่าวเกินกว่า 3 เดือน และมีผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ควรรีบปรึกษาสูตินรีแพทย์โดยด่วน เพื่อหาแนวทางการรักษาต่อไป   ฮอร์โมนคอร์ติซอล ฮอร์โมนตัวนี้ ตรงกันข้ามกับ “เอ็นดอร์ฟิน” อย่างที่รู้กันว่าคนส่วนใหญ่อยากมีฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟินมาก ๆ จะได้มีความสุข แต่ คงไม่มีใครอยากมีฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) มาก ๆ แน่ เพราะนี่เป็นฮอร์โมนที่จะถูกปล่อยออกมาเมื่อเรามีความเครียด   จะทำให้รู้สึกเครียดและอ่อนเพลียเรื้อรัง และหากเกิดอาหารเช่นนี้ จะพาให้เกิดอาการกระสับกระส่าย ไม่มีสมาธิร่วมด้วย

Read more